ตามรอยแผ่นดินวัยเยาว์ฉบับสมบูรณ์

วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๗๖ รถไฟจาก Genoa ในประเทศอิตาลี่ได้พาครอบครัวเล็กๆเดินทางมาถึงยังสถานี Lausanne

img_0665

การเริ่มต้นใช้ชีวิตแบบสามัญชนอย่างเรียบง่ายของเจ้านายเล็กๆราชสกุลมหิดลได้เริ่มต้นขึ้น ณ เมืองที่โอบล้อมด้วยทะเลสาบและภูเขาอันแสนงดงาม นับตั้งแต่วันนั้น     

บ้านหลังใหม่

หากไม่นับโรงแรม Windsor และบ้านเลี้ยงเด็กชองโซเลย์ อันเป็นที่พำนักชั่วคราว

แฟลตเลขที่ ๑๖ ถนนทิสโซ่ต์ คือบ้านหลังแรก ของครอบครัวมหิดล


“แฟลตที่แม่เช่าไว้อยู่เลขที่ ๑๖ ถนนทิสโซ่ต์ อยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง เดินสัก ๑๕ นาทีก็ถึงแต่ก็เงียบดี เป็นตึกใหญ่ที่มีแฟลตหลายชุด แม่เช่าแฟลตชั้นหนึ่งอยู่ที่ชั้นล่างเพราะเกรงว่าลูกอาจรบกวนคนที่พักอยู่ข้างใต้ด้วยการวิ่งหรือกระโดด ใต้แฟลตของเรายังมีโรงรถอีก  แฟลตนี้มีเฉลียงยาว ถ้าอากาศดีเราชอบอยู่ที่เฉลียงนี้กันโดยเฉพาะน้องสองคน”


“แม่ซื้อจักรยานใช้แล้วให้ข้าพเจ้าคันหนึ่ง และจักรยานเด็กให้น้องๆหนึ่งคัน แม่เขียนถึงสมเด็จย่าว่าข้าพเจ้าหัดให้พระองค์ชาย หัดสักสิบห้านาทีก็ถีบได้ แล้วพระองค์ชายก็ไปช่วยจับให้น้อง และพระองค์เล็กก็ถีบได้บ้างนิดหน่อย”


     ไปรษณีย์จากโลซาน


ภาพไปรษณียบัตรใบเก่าที่มีพระราชหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ซึ่งทรงเขียนถึงสมเด็จย่า (สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) ที่มีข้อความอันน่ารักว่า เล็กคิดถึงมาก ลงพระนามว่า ภูมิพล คง เป็นภาพที่คนไทยทุกคนคงคุ้นเคยกันดี


ลายพระหัตถ์เมื่อทรงพระเยาว์ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม

ส่วนภาพด้านหลังไปรษณียบัตร หลายคนอาจจะไม่รู้หรือนึกไม่ออกว่าเป็นภาพอะไร

ภาพที่พระองค์เล็กเลือกถวายสมเด็จย่า คือทัศนียภาพของ ทะเลสาบ lac Léman (หรือทะเลสาบ Geneva) บริเวณ Ouchy ท่าเรือของ Lausanne

ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณอ่าว คือโรงแรม Beau-Rivage Palace กับ Château d’Ouchy 


รายล้อมด้วยบรรยากาศอันแสนสงบสวยงามของเรือใบและฝูงหงส์

บรรยากาศเมื่อ แปดสิบปีก่อนเป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น
เบื้องหลังของ ไปรษณียบัตรแผ่นนี้ มีบันทึกในหนังสือ เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์ ว่า
“เมื่อไปอยู่ชองโซเลย์แล้วข้าพเจ้าทำหน้าที่ต่อจากแม่ให้น้องๆเขียนจดหมายถวายสมเด็จย่า ไปรษณียบัตรของพระองค์เล็ก วันที่นั้นควรเป็นวันที่ ๑๕ มิถุนายน ไม่ใช่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม เราทั้งสามคนได้มีจดหมายหรือไปรษณียบัตรถวายสมเด็จย่าและผิดกันทั้งสามคน เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้บอกหรือเขียนวันที่ ในจดหมายฉบับต่อไปลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ข้าพเจ้าก็กราบทูลสมเด็จย่าถึงความผิดพลาดนี้”
ส่วนไปรษณียบัตรฉบับแรกที่พระองค์เล็กทรงเขียนถึงสมเด็จย่า(สมเด็จพระพันวัสสา)เมื่อเดินทางมาถึง Lausanne โดยมีลายพระหัตถ์ของสมสมเด็จย่าเขียนพระนามและที่อยู่ของผู้รับให้ นั้นเป็นภาพมุมสูงของ เมือง Lausanne และทะเลสาบ Léman

ลายพระหัตถ์มีเพียงแค่พระนาม “ภูมิพล”


                                                                          หิมะในเดือนพฤษภาคม


เมื่อหิมะในฤดูหนาวเริ่มละลาย หน่อเล็กๆของดอกไม้ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดินก็ได้เวลาผลิบานออกมาสัมผัสกับอากาศที่อุ่นขึ้น ฤดูใบไม้ผลิกำลังมาถึง 

Montreuxriviera มีชื่อเสียงมาช้านานในเรื่องของทุ่งดอกไม้ป่าที่ชื่อว่า Narcissus …ดอกสีขาวหอมอบอวลจะผลิบานรอบภูเขา ทำให้ที่นี่ได้รับสมญานามว่า หิมะแห่งเดือนพฤษภา (May Snow)
เดือนพฤษภาคม ๒๔๗๗ ขึ้นรถไฟไปเก็บดอกนาร์ซิสซัส (Narcissus) ที่ภูเขาไม่ไกลจากโลซานน์นัก แม่เขียนถึงสมเด็จย่าเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๔๗๗ ว่า 
“ลูกๆและหม่อมฉันเก็บกันมามากจนไม่มีที่จะใส่และหอมอบบ้านไปหมด ต้องทิ้งไว้ข้างนอก เวลาเก็บอย่างดอกตูมทีเดียวแล้วก็บานทีหลัง แต่เล็กไม่ใคร่จะเก็บดอกตูม เก็บบานๆโดยมาก เห็นจะกลัวไม่บาน วันนั้นสนุกกันมาก เพราะได้ขึ้นรถไฟ และรถขึ้นเขาด้วย…”




ระหว่างที่อยู่ที่ Les Pléiades พระองค์เล็กได้วาดรูปภูเขาที่เห็นได้ชัดจากที่นั่นส่งไปให้แม่ทางไปรษณีย์ ภูเขาลูกนั้นชื่อ Rochers de Naye ซึ่งแปลว่า “โขดหินเนย์” เนย์ไม่มีความหมาย เป็นเพียงชื่อ แต่พระองค์เล็กบรรยายภาพว่า Rochers de Nes ซึ่งออกเสียงเหมือนกันแต่แปลว่า “โขดหินจมูก”




                                                                       ได้เวลาเปิดเทอม

ปลายเดือนสิงหาคม ๒๔๗๘ “เด็กๆ” กลับจากภูเขากันหมด พอถึงเดือนกันยายนทุกคนก็ได้เปลี่ยนโรงเรียน พระเจ้าอยู่หัวและพระอนุชาเสด็จเข้าโรงเรียนราษฎร์ “Ecole Nouvelle de la Suisse Romande” ซึ่งแปลว่า “โรงเรียนใหม่แห่งภาคสวิตเซอร์แลนด์ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส” 







“การศึกษาในโรงเรียนไม่เป็นสิ่งที่เพียงพอให้เด็กโตขึ้นเป็นคนดี ครอบครัว ตั้งแต่พ่อแม่ จนถึงพี่น้องกันเองมีส่วนสำคัญ เราสามคนเป็นกำพร้าพ่อมาตั้งแต่เล็กๆ ภาระของแม่จึงหนักมาก ต้องเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ซึ่งแม่ก็ทำหน้าที่นี้มาอย่างเข้มแข็ง …”


                                                                        ครูส่วนพระองค์

ภาพชายร่างสูงโย่งที่ฉายคู่กับในหลวงสองพระองค์นั้น เราพอจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นคุณครูส่วนพระองค์ของเจ้านายเล็กๆทั้งสอง แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ถึงความผูกพันของคุณครูเชื้อสายกรีกผู้มีชื่อว่า เกลย์อง เซไรดารีส ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ และรัชกาลที่ ๙


มิตรภาพระหว่างเจ้าฟ้ายุวกษัตริย์ของไทย กับชายผู้ทุ่มเทให้กับการทำหน้าที่ครูพิเศษท่านนี้มีอะไรที่น่าจดจำมากกว่าแค่ ครูที่ได้รับการว่าจ้างให้ดูแลเจ้านายไทยสองพระองค์ในเรื่องการศึกษา  ครูเกลย์องเป็นผู้ที่คอยช่วยแนะนำเรื่องต่างๆให้แก่ครอบครัวราชสกุลมหิดล และทำหน้าที่นี้อย่างดีตลอดมาจวบจนวาระที่ท่านเกษียณจากความเป็นครู

ภาระกิจแรก หาบ้านพักที่เหมาะสม
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงขึ้นครองราชย์ และครอบครัวที่เคยอาศัยในแฟลตธรรมดา มีความจำเป็นต้องย้ายที่พำนักเพื่อให้สมพระเกียรติ ครูเกลย์องได้แนะนำวิลล่าวัฒนา ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Pully ทางทิศตะวันออกไม่ไกลจาก Lausanne นัก ให้กับครอบครัวมหิดล อันเป็นบ้านพักที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตของครอบครัวเจ้านายเล็กๆ


ภารกิจถัดมา หาโรงเรียนที่ดี

เรื่องการศึกษา   ครูเกลย์อง ในฐานะศิษย์เก่า ยังคงมีความประทับใจคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียน Ecole Nouvelle ที่ตนเองเคยศึกษา จึงได้เสนอโรงเรียนแห่งนี้แก่เจ้านายเล็กๆทั้งสองพระองค์ ซึ่งสมเด็จพระราชชนนีทรงดำเนินการให้พระองค์ชายและพระองค์เล็กได้เข้าเรียนโรงเรียนนี้ตามที่คุณครูแนะนำทันที

ค่ายพลานามัยและกีฬาในฤดูหนาว

นอกจากด้านการศึกษาแล้ว สิ่งที่สมเด็จย่าทรงให้ความสำคัญคือ สุขภาพพลานามัยของเจ้านายเล็กๆ ดังจะเห็นได้จากกิจกรรมเข้าค่าย ในฤดูร้อน และการออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬาฤดูหนาวเกือบทุกชนิด

“การที่เราทุกคนแข็งแรงขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะได้ขึ้นไปอยู่บนภูเขาทุกหน้าร้อนหน้าหนาว โดยเฉพาะแพทย์ของเราเคยบอกแม่ว่า อากาศที่ภูเขาหน้าหนาวดีกว่าหน้าร้อนสักสามเท่าได้”

ภรรยาของเจ้าของโรงเรียนเมียร์มองต์มีบ้านที่รับเด็กได้ประมาณ ๒๐ คน เวลาโรงเรียนหยุด ชื่อมองต์จัว (Montjoie) เวลาอื่นเด็กก็ไปอยู่ได้ เพราะเขามีครูสอนหนังสือให้ด้วย โรงเรียนนี้อยู่ที่วิลลาร์ส์(Villars) ซึ่งเป็นภูเขาสูง ๑,๓๐๐ เมตรเหนือน้ำทะเล เขาจึงชักชวนให้แม่ส่งลูกๆไประหว่างโรงเรียนปิดหน้าหนาว หมอก็แนะนำอย่างมาก

บ้านพักฤดูหนาว ที่ทรงหัดสกีแห่งแรกอยู่ที่ Villar-sur-Ollon ชื่อว่า Montjoie



ปัจจุบัน Villar-sur-Ollon เป็นสถานที่พักตากอากาศบนเขา ซึ่งมีโรงแรมสร้างใหม่ที่สวยงาม  สามารถนั่งรถไฟขึ้นเขาซึ่งออกจากสถานี Bex


ทรงสกีในฤดูหนาวที่ เมือง Arosa





หน้าหนาวปีต่อๆไปได้ไปที่เมืองภูเขาอาโรซ่า (Arosa) ซึ่งอยู่ในรัฐกรีซองส์ (Grisons) ไกลจากโลซานน์มาก ต้องใช้เวลาเดินทางทั้งวัน บางครั้งไปโดยรถยนต์ บางครั้งไปโดยรถไฟ โรงแรมที่ไปพักอยู่สบายมากชื่ออาโรซ่า คุล์ม (Arosa Kulm)



โรงแรม Arosa Kulm ที่ประทับ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับปรุงใหม่ แต่ยังคงตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม



ภูเขาที่แอบส่งยิ้มให้เจ้าชายพระองค์เล็ก








ปีแรกๆไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกในการเล่นสกีเหมือนสมัยนี้เลย คือไม่มีเครื่องลากขึ้นเขา (ski-lift) หรือ รถกระเช้า (cable-car) จะต้องเดินแบกสกีขึ้นไป หรือเอาเส้นหนังแมวน้ำที่ทำขึ้นพิเศษผูกใต้สกี ซึ่งจะทำให้ไม่ลื่น สามารถเดินขึ้นเขาตรงๆได้ เมื่อถึงที่ที่ต้องการไปก็ถอดหนังนั้นออกเอาพันผูกรอบเอว เวลาเดินขึ้นใช้เวลาเป็นชั่วโมง เวลาลงใช้เวลาไม่กี่นาที


“ไปที่อาโรซ่าหลายปี แต่เมื่อเล่นกันเก่งแล้วชอบไปที่ยากกว่า” 

ปีถัดมาจึงได้เสด็จที่ Davos เมืองตากอากาศฤดูหนาวอีกแห่งที่ขึ้นชื่อ มีที่เล่นสกีสวยๆบนยอดเขาหลายที่

ที่โรงแรมเซโฮฟ (Seehof) และโบสถ์ประจำเมือง ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Davos Dorf



โรงแรม Seehof ที่ประทับเมื่อเสด็จเยือน Davos

Davos ถึงจะเป็นเมืองที่โรแมนติกสวยงามแต่ก็มีความเหงา โดยเฉพาะในวันที่ท้องฟ้าอากาศไม่ค่อยเป็นใจ ดังเหตุการณ์ที่ ในหลวงทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง Blue Day (อาทิตย์อับแสง) ไว้เมื่อวันพุธที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ขณะประทับแรมบนภูเขาในเมืองดาโวส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ … ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มรู้จักชอบพอกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อยังทรงเป็น ม.ร.ว. สิริกิติ์ กิติยากร อยู่นั้น ต่างประทับห่างไกลกัน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับแรมบนภูเขาในเมืองดาโวส์ (Davos) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประทับ ณ เมืองโลซานน์



ฤดูร้อนมาเยือนอีกครั้ง

เวลาโรงเรียนหยุดหน้าร้อนกลางๆเดือนกรกฎาคมถึงปลายสิงหาคมหรือต้นกันยายน ส่วนมากแม่จะส่งไปอยู่บนภูเขานานๆตามคำแนะนำของหมอ
โรงเรียนใหม่(Ecole Nouvelle) มีที่พักบนภูเขาชื่อ ชองเป้ (Champex) รับเด็กผู้ชายทั่วไปสัก ๒๐-๓๐ คน  พระอนุชาเคยเสด็จไปที่ Champex หลายครั้ง เวลาอยู่ที่นั่นเขาจะพาไปเดินขึ้นเขาไกลๆบ้าง ให้เล่นเทนนิส ปิงปองบ้าง







ฤดูร้อนมาเยือนอีกครั้ง

เวลาโรงเรียนหยุดหน้าร้อนกลางๆเดือนกรกฎาคมถึงปลายสิงหาคมหรือต้นกันยายน ส่วนมากแม่จะส่งไปอยู่บนภูเขานานๆตามคำแนะนำของหมอ

โรงเรียนใหม่(Ecole Nouvelle) มีที่พักบนภูเขาชื่อ ชองเป้ (Champex) รับเด็กผู้ชายทั่วไปสัก ๒๐-๓๐ คน  พระอนุชาเคยเสด็จไปที่ Champex หลายครั้ง เวลาอยู่ที่นั่นเขาจะพาไปเดินขึ้นเขาไกลๆบ้าง ให้เล่นเทนนิส ปิงปองบ้าง












จากเจ้านายเล็กๆ สู่ยุวกษัตริย์



ปี ๒๔๗๗ เป็นปีที่นำการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมาในชีวิตของครอบครัวมหิดลหรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องคือ ราชสกุลมหิดล และนำความทุกข์ความกังวลมายังผู้ที่เจ้านายเล็กๆในราชสกุลนี้เคารพรักที่สุดคือสมเด็จย่าและแม่

“พวกหนังสือพิมพ์ก็เที่ยวตามหาตัว ทีแรกเขาหาไม่พบ เพราะไปหาชื่อสงขลา เขาไปหาผู้ดูแลนักเรียน แกก็ไม่บอกให้ ก็เลยไม่พบ ทีหลัง มีคนถ่ายรูปมาอีกทีนี้เขาหาได้เพราะไปถามที่ออฟฟิศที่มีรายชื่อชาวต่างประเทศ เขามาขอถ่ายรูปเพราะที่ลอนดอนเขาสั่งมาให้ถ่าย หม่อมฉันเองไม่อยากให้เขาถ่ายแต่ผลสุดท้ายก็ต้องยอมเพราะเขาบอกว่าถ้าไม่ยอม เขาอาจไปดักถ่ายนันทเวลากลับจากโรงเรียนก็ได้ แต่เขาอยากจะอนุญาตเสียก่อน”
หนังสือพิมพ์มารบกวนจนทนไม่ไหว แม่จึงเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่และพระอนุชาพร้อมทั้งเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศและนายดิเรก ชัยนาม หลบไปที่ภูเขาโกซ์ (Caux) อยู่พักหนึ่ง


แต่ก็ต้องกลับโลซานน์ในไม่ช้า เพราะรัฐบาลสวิสขอมาถวายพระพรกษัตริย์ไทยองค์ใหม่

วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๔๗๗ ได้มีการเช่ารถยนต์และจองห้องรับแขกพิเศษที่โรงแรมปาลาส (Hotel Palace)




โรงแรม Caux Palace ในปัจจุบัน


บ้านหลังใหม่

วันที่ ๑๙ สิงหาคมแม่ก็ย้ายเข้าไปในบ้านใหม่ ซึ่งอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่ติดกับโลซานน์ ชื่อพุยยี่ (Pully)
“เดี๋ยวนี้ชื่อบ้านนี้ได้เปลี่ยนเป็นชื่อไทย เพราะชื่อเก่าไม่เพราะ แปลเป็นภาษาไทยว่า ลมจัด เดี๋ยวนี้ให้ชื่อว่า วัฒนา เพราะเป็นสร้อยพระนามของใต้ฝ่าพระบาทและของบี๋ด้วย และแปลว่าเจริญ เหมาะดี เขียนเป็นภาษาฝรั่งอย่างนี้ Villa Vadhana”



แม้ปัจจุบัน วิลล่าวัฒนาจะไม่อยู่ในสภาพเดิมที่ครอบครัวราชสกุลมหิดลเคยพำนัก เนื่องจากมีการรื้ออาคารเพื่อเปลี่ยนเป็นอพาร์ทเมนท์ที่อยู่อาศัย แต่บริเวณโดยรอบ ก็ยังมีอาคารเก่าแก่ที่สภาพสมบูรณ์ และสามารถมองเห็นทัศนียภาพของทะเลสาบ Leman ทำให้เราสามารถจินตนาการภาพของ วิลล่าวัฒนาในอดีตได้อย่างไม่ยาก




ถ้ายึดเอาทะเลสาบ Léman เป็นหลัก Pully อยู่ห่างจาก Ouchy ไปหนึ่งท่าเรือ แต่ถ้าเป็นทางบก เราแทบจะแยกไม่ออก เนื่องจากทั้งสองแห่งอยู่ไม่ห่างกัน สามารถนั่งรถเมลล์ หรือ รถไฟเพียงไม่กี่นาที




ในหนังสือ เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์ มีบันทึกไว้ว่า

หน้าร้อน บางครั้งก็ได้ไปตีกรรเชียงที่ทะเลสาบ







Pully จะค่อนข้างแตกต่างจาก Ouchy ตรงความเงียบสงบ



เมื่อความโศกเศร้าเข้าปกคลุม

พระราชหัตถเลขาฉบับสุดท้ายของล้นเกล้ารัชกาลที่แปดถึงสมเด็จพระพี่นางฯ
ลายพระราชหัตถเลขาฉบับสุดท้ายที่ทรงมีมาลงวันที่ ๒๗ และ ๒๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ทรงเล่าถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูฉบับใหม่ การเลือกสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นไปตามความต้องการของพรรคพวกของนายกรัฐมนตรี วันที่ ๑ มิถุนายนจะมีการเปิดสภาทั้งสอง ต่อจากนั้นมีการตั้งประธานต่างๆ ตั้งนายกรัฐมนตรี การก่อตั้งคณะรัฐมนตรี และการรับรองผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วก็จะเสด็จไปได้ อยากจะเสด็จอย่างส่วนพระองค์แต่อังกฤษต้องการให้เป็นทางการ จึงตกลงไปสหรัฐอเมริกาเป็นทางการด้วย ดังนั้นจึงต้องเตรียมการกันเป็นการใหญ่อย่างรีบเร่ง
“ไม่ทราบว่าทุกอย่างจะพร้อมหรือไม่ หรือว่าจะมีอุปสรรคอีกในนาทีสุดท้าย”
อุปสรรคก็มีขึ้นมาได้จริงๆ ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ เวลาใกล้ ๙ นาฬิกา
ยุวกษัตริย์พระองค์หนึ่งเสด็จสวรรคตไปแล้ว ยุวกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งก็เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อไป

เมื่อ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชก็ทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่๙ แห่งราชวงศ์จักรีในวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙

ในหลวงซึ่งเพิ่งจะได้ทรงครองราชย์ไม่นาน ได้มีพระราชหัตถเลขาถึงครูเกลย์องบนกระดาษขอบดำ

“เมอร์ซิเยอร์” ที่รัก

ขอบใจสำหรับจดหมายให้กำลังใจ สำหรับฉันที่กำลังอยู่ในช่วงที่โศกเศร้าและรู้สึกตัวคนเดียวแล้วเป็นสิ่งที่อบอุ่นใจมาก
ข้อความที่เหลืออีกสองหน้ากระดาษเป็นความคิดเห็นส่วนพระองค์ในเรื่องต่างๆตลอดจนพระราชภารกิจประจำวัน และยังทรงบอกอีกด้วยว่าไม่ทรงทราบว่าเมื่อใดจะได้กลับไปสวิตเซอร์แลนด์อีก เนื่องจากมีงานพระราชพิธีมากมายที่จัดถวาย “นันท์”
พระองค์ทรงขอให้ครูเกลย์องเขียนจดหมายมาถวายอีก ในหลวงทรงแทรกภาพถ่ายมาในซองจดหมายเป็นภาพล่าสุดที่ทรงฉายพระเชษฐาในคราวเสด็จฯมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พระองค์ทรงลงท้ายจดหมายถึงครูด้วยข้อความที่แสนกินใจ

“จากภูมิพลเพื่อนคุณ”


มหาวิทยาลัยโลซานน์พ.ศ. ๒๔๘๙


ในหลวงท่านได้ทรงเปลี่ยนวิชาศึกษาวิชาใหม่ จากวิทยาศาสตร์ที่ทรงโปรดและถนัดที่สุด เป็นวิชากฎหมาย และการปกครอง เนื่องจากต้องรับพระราชภาระเป็นพระมหากษัตริย์

ครั้งนั้นพระองค์เสด็จจากราษฎรมาพร้อมกับประโยคที่ดังก้องอยู่ในพระทัยว่า “ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน”
โลกอาจจะเสียนักวิทยาศาสตร์ที่มีความอัจฉริยะไป แต่ ปวงประชาชาวไทยได้พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ปรีชาสามารถทั้งศาสตร์และศิลปขึ้นมาแทน




ว่าด้วยเรื่องของ สโมสรปาตาปุม (Club Patapoum)



ข้าพเจ้าก็ยังยืนยันว่าแยกกันไม่ออก ทรงเป็นมากกว่าพี่น้อง ทรงเป็นเหมือนแฝดกันเลย และทรงเป็นเพื่อนที่รักกันมากกว่าเพื่อนอื่นๆ จะพอพระทัยในการเล่นด้วยกันมากกว่าเล่นกับผู้อื่น แม่ก็สนับสนุนความรู้สึกนี้โดยให้แต่งพระองค์เหมือนกันดังแฝดเสียอีก ถึงแม้ว่าในบางสมัย พระวรกายจะต่างขนาดกันมาก

(บางส่วนจากคำนำ หนังสือ เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์)


เจ้านายเล็กๆสองพระองค์ทรงตั้งสโมรสรปาตาปุม ขึ้นมา โดยมีกรรมการและสมาชิกมากมายในนาม แต่มีตัวมีตนเพียงสองคนที่รับตำแหน่งต่างๆโดยมีชื่อต่างๆกันไป

การประชุมของสโมสร

ทรงจำได้ว่าครั้งหนึ่งมีงบประมาณอยู่ ๑๕ แฟรงค์สวิสจะต้องตัดสินระหว่างขบวนรถไฟแบบโบราณซึ่งใช้ไม่ได้กับอุปกรณ์หรือรางที่มีอยู่ หรือการซื้อรางขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้วอีกจำนวนหนึ่งเพื่อขยายวงจรเดิม หลังจากที่ได้อภิปรายกันในตู้ประชุมได้ตกลงว่าจะซื้อราง




เงินของสโมสรมาจากค่าสมาชิกและจากการหารายได้ ค่าสมาชิกนั้งคือส่วนหนึ่งของเงินที่แม่ให้ทุกสัปดาห์ (pocket-money) พระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับเงินมากกว่าเพราะโตกว่า จึงต้องเสียค่าบำรุงมากกว่า ถ้าองค์ใดได้ของขวัญเป็นเงิน จะต้องเสียภาษีให้สโมสร บางครั้งก็มีการหารายได้พิเศษ เช่นมีการออกขายสลากด้วยของที่มีอยู่จะมีการเก็บภาษี๕๐% จากรายได้ไว้สำหรับคนจน แม่ได้ทำกล่องไว้นานแล้วสำหรับใส่เงินทำบุญ


เดือนกันยายนปี ๒๔๗๘ ทูลหม่อมป้า และข้าราชบริพารเสด็จมาถึงโลซานน์พร้อมทั้งเสด็จลุงกรมขุนชัยนาทฯและครอบครัว แม่เล่าว่าพระอนุชาไปพูดกับแหนนผู้เป็นผู้ทำกับข้าวไทยว่า “แหนนต้องทำอาหารอร่อยๆนะ..เพราะทูลหม่อมป้าท่านเป็นญาติของเรา”

พระอนุชาไม่อายและคุยเก่ง ทูลหม่อมป้าจึงโปรด ข้าพเจ้าอยากได้นาฬิกาแต่ไม่กล้าขอประทานเอง จึงต้องอาศัยน้องขอให้จึงได้ประทาน


ว่าด้วยเรื่องของ “ลิง” ในคลับปาตาปูม

ในจดหมายที่คลับปาตาปุม ส่งถึงคุณครูเกลย์องครูส่วนพระองค์ที่มีความผูกพันกับเจ้านายเล็กๆทั้งสองพระองค์เสมือนพระสหายเมื่อทรงเสด็จนิวัติประเทศไทยชั่วคราว ในปี ๑๙๓๘

มีจดหมายอยู่สองฉบับที่กล่าวถึง “ลิง”

ฉบับแรกแนบมาพร้อมกับซากยุงหนึ่งตัว

“เราไม่ทรมานเพราะอากาศร้อนหรอก แต่ยุงนี่ซิ …นี่คือตัวอย่างหนึ่งตัวที่ ลิง เป็นคนตบ”

อีกฉบับลงวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๔๘๑

“ในงานวันเกิดของลิง ที่บ้านมีของขวัญเต็มไปหมด”


ทีนี้ชัดแล้วว่า “ลิง” คือใคร

ps “ลิง” เป็นกรรมการทำหน้าที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ ตามข้อบังคับอย่างเป็นทางการของปาตาปูมคลับ




แต่สำหรับลิงสามตัวที่ปิดหู ปิดตา ปิดปาก มีความหมายถึงการไม่ยอมฟัง ดู พูด ในสิ่งที่เลว


สิ่งนี้ท่านได้ทรงปฏิบัติให้พวกเราเห็นตลอดมา มิทรงแม้แต่จะตอบโต้ผู้ที่คิดร้าย ว่าร้าย กับพระองค์ท่านแม้สักครั้ง


กลับมาเยี่ยมบ้านอีกครั้ง  เป็นครั้งสุดทาย

คงไม่มีความสุขใจใดของครูทุกคนจะยิ่งใหญ่ เท่ากับช่วงเวลาที่ลูกศิษย์ที่เติบโตได้กลับมาเยี่ยมเยือนพร้อมกับครอบครัวที่สมบูรณ์ ครูเองก็คงรู้สึกเช่นนั้น เมื่อได้ต้อนรับศิษย์คนสำคัญอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๕๐๓


ในปี พศ.๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯเยือนประเทศต่างๆในยุโรปอย่างเป็นทางการ พระองค์ทรงเลือกโลซานน์เป็นศูนย์กลางในการเสด็จฯ โดยเมื่อเสร็จสิ้นพระราชารกิจในประเทศหนึ่งแล้ว ก็จะทรงกลับมาประทับที่โลซานน์ก่อนเสด็จฯอีกประเทศหนึ่ง

ระหว่างนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์ที่ตามเสด็จฯก็จะประทับอยู่ที่โลซานน์และเป็นโอกาสที่จะได้ทรงทำความรู้จักคุ้นเคยกับเมืองที่ครอบครัวของทุกพระองค์โปรดมาก

img_0800.jpg






จากหนังสือบันทึกความทรงจำของครูส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ ๙


ตอนที่เราอยู่ประเทศสวิส ทูลกระหม่อมพ่อ สมเด็จแม่ เสด็จไปทรงงาน พวกเราก็จะแอบไปปีนต้นแอปเปิ้ลกัน เพราะที่สวิสเขาจัดให้พวกเราพักตำหนักที่มีสวนและสนามเหมือนป่า. มีผลไม้น่าทานมาก ทำให้เด็กทั้งสองอย่างเราเกิดความสนุก. จึงปีนขึ้นไปขโมยแอ๊ปเปิ้ล มาแอบทานกันที่ข้างๆต้นไม้. แต่ในช่วงนั้นพอน้องน้อยได้กัดแอ๊ปเปิ้ลเข้าไปคำแรก ฟันน้ำนมของน้องน้อยที่กำลังผลิของใหม่ก็หลุดติดออกมากับแอ๊ปเปิ้ล. ทำให้เราสองคนหัวเราะและขำกันมาก  แต่น้องน้อยก็ไม่ร้องให้ กลับเป็นเรื่องที่สนุก และฟันหลออยู่นาน

“น้องน้อยของพี่ชาย”  พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๑๐
เมื่อฤดูหนาวมาถึง ในหลวงมีพระราชประสงค์ที่จะทรงสอนพระโอรสธิดาในทรงสเก็ตน้ำแข็งและสกี ซึ่งเป็นกีฬาที่พระองค์โปรดมาก จึงเตรียมการไปทรงพักผ่อนและทรงฉลองวันสิ้นปีกันที่เมืองชตัดด์ (Gstaad) และโปรดให้จองโรงแรมที่ดีที่สุดในเขตนั้นชื่อ โรงแรมปาลาซ (Gstaad Palace)









ภาพถ่ายนี้คือฝีมือของครูเกลย์อง

หลายๆคน เมื่อทำงานมามาสักครึ่งชีวิตก็เริ่มมีความคิดว่า
เอาละ เราทำงานเหนื่อยยากมาพอสมควร ต่อไปนี้จะขอทำงานน้อยลงจะใช้เวลาที่เหลือเพื่อครอบครัว เพื่อคนที่รัก หรือบางคนก็เฝ้าคิดถึงวันที่จะได้เกษียณก่อนวัยตามสมัยนิยม

แต่มีผู้ชายคนหนึ่ง ที่คิด และทำตรงข้ามทุกอย่าง  เมื่อวัยสามสิบต้นๆ เขาบอกตัวเองด้วยสัจจะวาจาว่า ต่อไปนี้จะไม่เดินทางไปหาความสุขส่วนตัวที่ไหนอีก จะตั้งใจทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่น  ไปตลอดชีวิตที่เหลือ

การเสด็จเยือนโลซานน์ในปี ๒๕๐๓ ถือเป็นครั้งสุดท้ายของพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากอีกสองสามปีต่อมา ในหลวงตัดสินพระทัยที่จะทุ่มเทพระวรกายเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่และจะไม่เสด็จฯออกนอกประเทศอีก

เรียบเรียงจากหนังสือ “เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์” พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

และหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่ ๙ และเจ้านายไทยในโลซานน์ 
บันทึกความทรงจำของครูส่วนพระองค์ในรัชการที่ ๙ รวบรวมโดย ลีซองดร์ เซ.เซไรดารี


แหล่งที่มา https://pantip.com

เพจลุงหมอขอพักร้อน

Comments

comments

shares
%d bloggers like this: