ทริปกาญจนบุรี ไหว้พระ ชมธรรมชาติ ตามรอยประวัติศาสตร์ จะแนวไหนก็สนุก

ทริปกาญจนบุรี เที่ยวแบบไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากเท่าไหร่ แต่ถ้าขับรถไปเช้าเย็นกลับอาจจะเหนื่อยหน่อย แนะนำให้หาที่พักค้างสักคืนค่ะ สำหรับทริปนี้เราจะพาเที่ยวรอบ ๆ ตัวเมือง และอำเภอใกล้เคียง ทั้งไหว้พระ ชมธรรมชาติ ตามรอยประวัติศาสตร์ บอกเลยว่าสนุกทุกเส้นทางแน่นอน

1.วัดถ้ำเสือ

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองกาญจนบุรี จะเจอกับ วัดถ้ำเสือ ก่อนใครเพื่อน วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขา ที่อำเภอท่าม่วง มีชื่อเสียงเลื่องลือในความสวยงามของพระรูปองค์ใหญ่ ‘หลวงพ่อชินน์ประทานพร’ ตัวองค์พระประดับด้วยโมเสคสีทองทั้งองค์ และ “พระเจดีย์เกษุแก้วมหาปราสาท” เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม สีส้มอิฐ สูง 9 ชั้น ตรงกลางมีบันไดเวียนสามารถเดินขึ้นไปถึงชั้นบนสุด แต่ละชั้นมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง รวมถึงพระพุทธรูปต่าง ๆ มากมายให้กราบไหว้ ไปจนถึงชั้นบนสุด ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย

หากมองลงมาจากด้านบน จะเห็นวิวภูเขา นาข้าว เขื่อนวชิราลงกรณ์ เป็นมุมกว้างไกลยาวสุดลูกตา ยิ่งช่วงที่นาข้าวโตเต็มที่ จะยิ่งสวยกว่านี้มาก

2.มีนาคาเฟ่

แวะชิลล์กันต่อที่ มีนาคาเฟ่ ตั้งอยู่ด้านหลังวัดถ้ำเสือ ซึ่งนอกจากจะบริการอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายเมนู ทั้งชา กาแฟ ขนม ยังมีมุมถ่ายรูปเช็คอินเด็ด ๆ เพียบ! ไม่ว่าจะเป็นสะพานไม้ที่ทอดยาวไปในทุ่งนา กระท่อมกลางนาพร้อมเปลญวนไว้นอนเล่น เปลตาข่ายไว้นั่งรับลม หรือเลือกนั่งบาร์ชิงช้า แล้วดื่มด่ำบรรยากาศฟิน ๆ

3.ต้นจามจุรียักษ์

จากวัดถ้ำเสือมายังต้นจามจุรียักษ์ใช้เวลาประมาณ 15 นาที … ต้นจามจุรียักษ์ หรือ ต้นก้ามปู ก้ามกุ้ง สำสา ตุ๊ดตู่ ตามแต่เราจะเรียก อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก บนเส้นทางไปอำเภอด่านมะขามเตี้ย ต้นไม้นี้ตั้งยืนหยัดทนแดดทนฝนมานานกว่า 100 ปี จึงแผ่กิ่งก้านสาขาออกมาเป็นวงกว้าง ให้ความร่มรื่น และดูน่าเกรงเขม ขนาดของลำต้นเท่ากับ 10 โอบ ส่วนความสูงจากรากจรดลำต้นประมาณ 20 เมตร ซึ่งปัจจุบันหาชมต้นไม้ขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ยากมาก

เมื่อไม่นานนี้เพิ่งมีการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณใต้ต้นจามจุรีย์ ให้เป็นทางเดินยกสูงรอบลำต้น เพื่อป้องกันไม่ให้รากต้นไม้ถูกนักท่องเที่ยวเหยียบเสียหาย

4.หาดชุกโดน

จากต้นจามจุรียักษ์มายังหาดชุกโดน ประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ที่นี่เป็นหาดเล็ก ๆ ริมแม่น้ำแม่กลอง แนวชายหาดมีความยาวประมาณ 300 เมตร รอบ ๆ มีเก้าอี้นั่งชายหาด มีบริการอาหาร เครื่องดื่ม ไว้รองรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ก็มีกิจกรรมหลากหลายอย่าง ทั้งสวนสนุกลอยน้ำ เรือปั่น เรือพาย หรือจะแค่เล่นน้ำหน้าหาดก็ได้ค่ะ

5.สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก

สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก อยู่ใกล้กับหาดชุกโดน เพียง 10 นาที ที่นี่ชาวบ้านแถบนี้จะเรียกกันว่า “ป่าช้าอังกฤษ” สามารถแวะเข้าไปชมได้ทุกวัน ที่นี่เป็นสุสานของเชลยศึกสัมพันธมิตรที่เสียชีวิตในระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะ บรรจุศพทหารเชลยศึกที่เสียชีวิต 6,982 หลุม เหนือหลุมฝังศพทุกหลุมมีแผ่นทองเหลืองจารึกชื่อและอายุของผู้เสียชีวิต สถานที่ได้รับการดูแลรักษาโดยคณะกรรมาธิการสุสานสงครามแห่งเครือจักรภพ

6.สะพานข้ามแม่น้ำแคว

เดินทางต่ออีก 10 นาที ก็ถึง สะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุดบนทางรถไฟสายมรณะ สร้างข้ามแม่น้ำแควใหญ่ เป็นสะพานเหล็กยาว 300 เมตร อดีตเป็นสะพานไม้ แต่โดนทำลายไปในช่วงสงคราม หลังสงคราม เมื่อปี 2489 ถึงได้ซ่อมแซมใหม่อีกครั้งเป็นเหล็ก เหมือนอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

เพื่อน ๆ สามารถเดินไปถ่ายรูปและชมวิวบนสะพานได้ แต่อาจจะต้องหลบรถไฟกันซักนิด เพราะสะพานแห่งนี้ยังมีรถไฟวิ่งกันจริง ๆ ถือว่ากระตุ้นความตื่นเต้นกันเบา ๆ

สำหรับประวัติของทางรถไฟสายมรณะ นั้นสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร มาก่อสร้างทางรถไฟจากสถานีชุมทางหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ไปเมืองธันบูซายัต ประเทศพม่า รวมระยะทางกว่า 415 กิโลเมตร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรุกคืบในการทำสงคราม

ปัจจุบันทางรถไฟสายนี้ ใช้งานได้เฉพาะช่วงตั้งแต่หนองปลาดุก ถึงสถานีน้ำตก ส่วนอื่น ๆ กลายเป็นป่าไปแล้วหรือไม่ก็จมอยู่ใต้เขื่อนวชิราลงกรณ์

7.เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124

ขับรถต่อไปเรื่อย ๆ ประมาณ 30 นาที จนถึง เมืองมัลลิกา ที่นี่เป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 60 ไร่ จำลองวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ในสมัยอดีต ในรัชกาลที่ 5 หลังการประกาศเลิกทาส หากใครที่ได้เข้ามาก็จะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตชาวสยามบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้ชีวิตแบบวิถีไทยในอดีต แต่งชุดไทย ห่มสไบ หรือแม้แต่บ้านเรือน อาหาร ของใช้ และภาษาก็ใช้แบบดั้งเดิมกัน

8.ถ้ำกระแซ

จากเมืองมัลลิกา ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็ถึง ถ้ำกระแซ บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ทางรถไฟสายมรณะ สร้างเป็นสะพานไม้วิ่งเลาะหน้าผาหินสูงชันริมแม่น้ำแควน้อย มีถ้ำอยู่ด้วยเรียกว่าถ้ำกระแซ เคยเป็นที่พักของเชลยศึกเมื่อตอนสร้างทางรถไฟ ปัจจุบันด้านในมีพระพุทธรูปให้สักการะ หรือจะเข้าไปหลบแดดก็เย็นดี

เพื่อน ๆ สามารถเดินไปตามทางรถไฟที่สร้างเป็นทางแคบ ๆ ข้างนึงเป็นเขาข้างนึงเป็นน้ำ สวยมาก แอบตื่นเต้นนิดนึงตอนรถไฟผ่านแล้วเรายืนอยู่กลางสะพานนะ ต้องหาทางหลบรถไฟที่วิ่งมา เค้ามีที่ให้หลบค่ะ ไม่น่ากลัวเท่าไร แถมรถไฟวิ่งช้าด้วย

9.ช่องเขาขาด

จุดสุดท้ายเก็บไว้เป็นตัวเลือกแล้วกันนะคะ สำหรับใครที่ยังพอมีเวลา หรือถ้าให้ดีควรจัดทริปมานอนค้างคืน เพราะอยู่ห่างจากถ้ำกระแซถึง 40 กิโลเมตร … ช่องเขาขาด อาจเรียกว่าเป็นที่สุดของทางรถไฟสายมรณะก็ว่าได้ มีพิพิธภัณฑ์ให้ได้ชมเรื่องราวการก่อสร้าง ทางรถไฟสายมรณะ ชีวิตความเป็นอยู่ของทหารเชลย และแรงงานรับจ้างชาวเอเชีย ที่นำเสนอได้น่าสนใจมาก ๆ ที่สำคัญคือเข้าชมฟรี (มีแอร์ด้วย)  เปิดให้บริการตั้งแต่ 9 โมงเช้า – 4 โมงเย็น

เข้าชมเสร็จแล้วเดินไปดูทางรถไฟสารมรณะกันจริง ๆ ดีกว่า ลงบันไดมาจะเจอทางเดินค่ะ ค่อนข้างร่มรื่นด้วยต้นไผ่ ด้านล่างเป็นทางรถไฟเก่าแต่ไม่มีรางและรถไฟวิ่งแล้วนะ ปรับเป็นทางเดินโรยหิน ใครใส่รองเท้าบาง ๆ ก็เดินลำบากนิดนึง ไปตามทางเรื่อย ๆ ไม่ไกล ประมาณ 300 เมตร จะมาถึงบริเวณช่องเขาขาด เป็นจุดที่ตัดภูเขาหินเป็นช่องเพื่อสร้างทางรถไฟ ว่ากันว่าบริเวณนี้เป็นบริเวณที่ก่อสร้างยากที่สุด ขุดกันทั้งวันทั้งคืนท่ามกลางอากาศร้อน ๆ ไม่มีอุปกรณ์ ขาดแคลนทั้งน้ำและอาหาร อาศัยแสงไฟจากคบเพลิงในช่วงกลางคืน จะมองเห็นเป็นไฟสีแดง ๆ เลยเรียกว่าช่องไฟนรก หรือในภาษาอังกฤษว่า Hellfire Pass ทั้งหมดนี้ใช้เวลาขุดเพียง 12 สัปดาห์เท่านั้น!

ขอบคุณทีมงาน
เที่ยวไปกินไป.com
MThai.com

Comments

comments

shares
%d bloggers like this: