อโวคาโด กับประโยชน์ที่คุณต้องอึ้ง

อาโวคาโด หรือ ลูกเนย (อังกฤษ: avocado) เป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันเป็นเนย เป็นต้นไม้พื้นเมืองของรัฐปวยบลาในประเทศเม็กซิโก  จัดเป็นพืชดอกในวงศ์ Lauraceae ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับอบเชย, กระวาน และเบย์ลอเรล (bay laurel) ผลของอาโวคาโดมีรูปทรงคล้ายสาลี่ รูปไข่ หรือรูปกลม มิชชันนารีชาวอเมริกันนำมาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกที่จังหวัดน่าน  ต่อจากนั้นจึงมีหน่วยงานต่าง ๆ นำอาโวคาโดมาปลูกมากขึ้น

อาโวคาโดเป็นไม้ยืนต้น ต้นโตเต็มที่สูงถึง 18 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน ผิวขรุขระ ใบสีเขียวสด ดอกขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลือง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งผลกลมรีหรือทรงลูกแพร์ มีทั้งพันธุ์เปลือกหนาและเปลือกบาง เนื้อมีตั้งแต่เหลืองอ่อนจนถึงเหลืองเข้ม รสมัน เนื้อละเอียด ไม่มีกลิ่น มีเมล็ดเดียว มีรกหุ้มเมล็ด

อาโวคาโดกินดิบไม่ได้เพราะมีแทนนินทำให้ขม กินมากจะปวดศีรษะ  รับประทานได้แต่ผลสุก กินเป็นผลไม้สด หรือกินกับไอศกรีม น้ำตาล นมข้นหวาน สลัด เค้ก ชาวเม็กซิโกใช้เนื้ออาโวคาโดปรุงอาหารแทนเนย และนำมาสกัดน้ำมันทำเครื่องสำอาง

ในฟิลิปปินส์ บราซิล อินโดนีเซีย เวียดนาม และอินเดียใต้นิยมกินอาโวคาโดกับนมปั่นหรือไอศกรีม ในบราซิล เวียดนาม ฟิลิปปินส์  และอินโดนีเซียจะเติมน้ำตาล นมหรือน้ำ และเนื้ออาโวคาโด บางครั้งราดด้วยช็อกโกแลต

ประโยชน์ของอโวคาโด

อะโวคาโด ผลไม้ที่ถูกหลายต่อหลายคนเข้าใจผิด และมองข้าม ว่าเป็นผลไม้รสไม่หวาน ไขมันสูง กินแล้วอ้วน แต่จริง ๆ แล้ว ผลไม้ชนิดนี้ เป็นที่นิยมในแถบอเมริกาและยุโรป เพราะมีสารอาหารหลากหลายที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ถ้าเรายังเข้าใจผิด ๆ อยู่อย่างนี้ เสียดายแย่

จริง ๆ แล้ว อะโวคาโดมีคุณค่าทางอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าผลไม้ชนิดอื่น จึงถือว่าเป็น “อาหารเพื่อสุขภาพ” เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกายมากมาย

เนื้อผลอะโวคาโดประกอบด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ประมาณ 4-20% แล้วแต่พันธุ์ โดยกรดไขมันในอะโวคาโด ร้อยละ 70 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิด monounsaturater fatty acid ซึ่งกรดไขมันชนิดนี้ เป็นไขมันดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย หากกินในปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญได้ บอกเลยว่าไม่อ้วนแน่นอน

1. อะโวคาโดป้องกันโร

กรดไขมันที่อยู่ในเนื้อของอะโวคาโด ช่วยลดปริมาณ LDL-cholesterol ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลที่เป็นผลเสียต่อร่างกายและเพิ่มปริมาณ HDL-cholesterol ในเลือดซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลที่เป็นผลดีต่อร่างกาย มีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจซึ่งเป็นประโยชน์ในการลดไขมันในเส้นเลือดคนที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูงก็บริโภคผลไม้ชนิดนี้ได้ และใช้ลดน้ำหนักได้ดี เพราะปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่มีน้ำตาลต่ำ ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจึงสามารถบริโภคผลไม้ชนิดนี้ได้

ในอะโวคาโด ยังเปี่ยมด้วยวิตามินสูง ประกอบด้วย วิตามิน เอ (เบต้าแคโรทีน) ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบีช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ปากนกกระจอก วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด เลือดออกตามไรฟัน

2. อะโวคาโดบำรุงผิว

ในอะโวคาโดที่อุดมไปด้วยวิตามินนั้น จะมีวิตามินอี ซึ่งเป็นสาร antioxidant ที่มีคุณค่าในการปกป้องเซลล์ร่างกายจากมลพิษทางอากาศ น้ำ และอาหาร ป้องกันร่างกายจากโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ และโรคหัวใจ ในผู้ใหญ่ควรบริโภควิตามินอีอย่างน้อย 10 mg ต่อวัน ผู้หญิงในอเมริกาใต้และเม็กซิโกใช้ผลอะโวคาโดสดสำหรับบำรุงเส้นผมและผิวพรรณมานับพันปีแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแห้ง ให้นำอะโวคาโดมาบดผสมกับกล้วยหอมสุก และน้ำผึ้ง ในอัตรส่วน 1:1:1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างออก คุณก็จะมีผิวพรรณที่ชุ่มชื่นมีชีวิตชีวา และยังใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญเพื่อการสกัดน้ำมันในอุตสาหกรรมทำเครื่องสำอางประทินผิวต่าง ๆ

นอกจากนี้ ในอะโวคาโดยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโซเดียม โพแทสเซียม โฟเลต ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล โดยเฉพาะโฟเลตนั้น เป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากโฟเลตเป็สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและสร้างเนื้อเยื่อของทารก คนไทยสมัยก่อนใช้กล้วยเป็นอาหารเลี้ยงทารก อะโวคาโดก็เช่นกันสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงทารกได้โดยอาจใช้เนื้ออะโวคาโดสุกป้อนเด็กทารกโดยตรงหรือผสมกับกล้วยน้ำว้าสุกอัตราส่วน 1:1

 

3. หมักบำรุงผม สำหรับผมหยิกหยักศก

ในอะโวคาโดนั้นจะมีโปรตีนสูงกว่าผลไม้สดอื่น ๆ ประมาณ 0.8 – 1.7 % โดยให้ค่าพลังงานความร้อนต่อร่างกายสูงแต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีใยอาหารสูง และมีไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายและเส้นผมของเรา ซึ่งจะทำหน้าที่ซ่อมแซมผมที่เสียหายและปรับสภาพเส้นผมให้เรียบ ช่วยให้ผมดูมีน้ำหนัก ใช้แก้ปัญหาคนที่มีผมหยิกหยักศก ให้ผมลดการแห้งฟูได้

 

ทานอะโวคาโดอย่างไร ให้ได้ประโยชน์

การรับประทานแนะให้ทานครั้งละไม่เกิน ครึ่งผล หรืออย่างมากสุดไม่เกิน 1 ผลต่อวัน เพราะถึงจะมีประโยชน์มากมาย เเต่ก็ให้พลังงานสูงเช่นกัน วิธีการทานอาจจะตักทานเลย หรือนำมาใส่สลัด ห่อด้วยข้าวสไตล์ญี่ปุ่น หรือนำมาทากับขนมปังโรยเกลือเล็กน้อยให้รสชาติไม่แพ้เนยที่ทำจากนมวัวเลยทีเดียว

 

ขอขอบคุณทีมงาน
เที่ยวไปกินไป.com
Wikipedia

 

 

 

 

Comments

comments

shares
%d bloggers like this: